5 ที่เที่ยวเกาะเชจู แหล่งมรดกโลก สวยปังทุกฤดู ไปทั้งทีต้องเก็บให้ครบ

เกาะเชจู (Jeju) หรือจะเรียกว่าเกาะเจจูก็ได้ เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน ประเทศเกาหลีใต้ ถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบเกาหลี มีมรดกโลกที่สำคัญ คือ เกาะภูเขาไฟเชจูและอุโมงค์ลาวา แม้เกาะเจจูจะรายล้อมไปด้วยทะเล แต่ที่นี่ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่หลากหลาย ตามมาดูเลยว่ามีที่ไหนบ้าง…

เกาะเชจู Jeju

5 ที่เที่ยวเกาะเชจู แหล่งมรดกโลก สวยปังทุกฤดู ไปทั้งทีต้องเก็บให้ครบ

เกาะเชจู ประวัติ

เกาะเชจู

เกาะเจจู หรือ จังหวัดเชจู หรือชื่ออย่างเป็นทางการ “จังหวัดปกครองตนเองพิเศษเชจู” หนึ่งในเก้าจังหวัดของประเทศเกาหลีใต้ เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด แต่เป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในเกาหลีใต้ ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบเกาหลี อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดช็อลลาใต้ จังหวัดเชจูเคยเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดช็อลลาใต้ ก่อนที่จะแยกออกมามีฐานะเป็นจังหวัดเมื่อปี พ.ศ. 2489 โดยมีเมืองเอกอยู่ที่นครเชจู

เกาะเจจู เป็นเกาะที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อหลายล้านปีก่อน ซึ่งทุกวันนี้ยังปรากฎปากปล่องภูเขาไฟเก่าที่ดับสนิทแล้วหลายแห่งทั่วเกาะ เกิดเป็นแนวหินรูปร่างประหลาดที่สวยงามแปลกตา และในประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า เกาะแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่คุมขังนักโทษการเมืองมากมาย ถูกมองว่าเป็นดินแดนล้าหลังป่าเถื่อน มีการดำรงชีวิตที่แร้นแค้น แต่ในปัจจุบันด้วยลักษณะภูมิประเทศอันโดดเด่นมีทั้งทะเล ภูเขา ธรรมชาติ แนวหินรูปร่างประหลาด ปากล่องภูเขาไฟ และเนินเขาที่สวยงาม รวมถึงสภาพภูมิอากาศที่มี 4 ฤดูกาล แต่ลักษณะอากาศจะอบอุ่นกว่าจังหวัดอื่นๆ ไม่หนาวหรือร้อนจนเกินไป จึงทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ยอดฮิต ที่ต้องมาเยือนสักครั้ง

เกาะเชจู ข้อดี

  • สภาพอากาศ

เนื่องจากเกาะเจจูอยู่ทางทิศใต้ของประเทศเกาหลี ทำให้สภาพอากาศอบอุ่นตลอดปี ไม่หนาวหรือร้อนจนเกินไป มีอากาศร้อนชื้นและฝนตกชุก อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 15 องศาเซลเซียสในหน้าหนาว แต่บางช่วงก็อาจจะเจอหิมะตกหนักบ้าง และ 22-26 องศาเซลเซียสในหน้าร้อน

  • ลักษณะภูมิประเทศ

เกาะเจจู พื้นที่เกาะส่วนใหญ่ประกอบด้วยหินบะซอลต์และลาวา มีภูมิประเทศอันโดดเด่นโดยมีทั้งทะเลล้อมรอบ มีภูเขาสูงใหญ่ มีน้ำตก มีธรรมชาติพืชพันธุ์นานาชนิด แนวหินรูปร่างประหลาด ปากล่องภูเขาไฟ และเนินเขาที่สวยงาม

เที่ยวเกาะเชจู เดือนไหนดี

  • เกาะเชจู ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม – พฤษภาคม)

ฤดูใบไม้ผลิมักจะเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม แต่จุดสูงสุดและฤดูที่สวยงามที่สุดจะเริ่มที่เกาะเจจูตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน สภาพอากาศค่อนข้างอบอุ่น มีแดดจัด ฤดูนี้มีทิวทัศน์ที่สวยงาม กิจกรรมยอดฮิตคือ การชมทุ่งดอกคาโนลาสีเหลืองสด และชมดอกซากุระ

  • เกาะเชจู หน้าร้อน (มิถุนายน – สิงหาคม)

ฤดูร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 24ºC ช่วงอากาศร้อนที่สุดอุณหภูมิประมาณ 29ºC ในฤดูนี้ชายหาดทุกแห่งบนเกาะเจจูจะเปิดให้เล่นน้ำได้ สำหรับในฤดูร้อนเหมาะอย่างยิ่งสำหรับทำกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ เช่น เล่นน้ำ วินด์เซิร์ฟ ปีนเขา ดำน้ำตื้น เดินชมธรรมชาติ และการชมทุ่งดอกไฮเดรนเยียหลากสีสันบานสะพรั่งสวยงาม จุดเล่นน้ำที่น่าสนใจที่เกาะเจจูคือ ชายหาดฮยอนแจ (Hyeopjae Beach), เกาะอูโด (Udo), ซองซานอิลชุลบง (Seongsan Ilchulbong) ซึ่งเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยที่สุดบนเกาะอีกด้วย

  • เกาะเชจู ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน – พฤศจิกายน)

ฤดูใบไม้ร่วง หรือ ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี นับเป็นอีกหนึ่งฤดูไฮไลด์ของเกาะเจจู เพราะธรรมชาติทั้งเกาะจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทอง สีแดง สีส้ม สีเหลือง ตัดกับสีเขียวอย่างสวยงาม แถมอากาศก็ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป เหมาะกับการไปลุยป่าชมธรรมชาติมากๆ และยังมีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีหลายแห่ง เช่น อุทยานแห่งชาติฮัลลาซาน (Hallasan National Park) ที่รายล้อมไปด้วยผืนป่าอุดมสมบูรณ์ แนะนำให้เดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติ Eorimok course จะมองเห็นต้นไม้ใหญ่มากมายที่ผลัดใบเปลี่ยนสีอย่างสวยงาม, ทุ่งหญ้ายูลาเลีย (Eulalia Grass) ทุ่งหญ้าสีเงินประกายทอง ปากปล่องภูเขาไฟ ซานกึมบุริ (Sangumburi Crater), 1100 Highland Ecological Swamp พื้นที่ชุ่มน้ำของภูเขาไฟฮัลลาซาน เต็มไปด้วยพืชพรรณและสัตว์ป่านานาชนิด จุดนี้ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จะสวยงามเป็นพิเศษ และยังมีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีอีกมากมายบนเกาะ ขอบอกว่าฟินมาก มองไปทางไหนก็มีแต่สีแดง สีส้ม สีเหลืองละลานตาไปหมด นับเป็นจุดเช็คอินยอดฮิตของนักท่องเที่ยวเลยทีเดียว

  • เกาะเชจู หน้าหนาว (ธันวาคม – กุมภาพันธ์)

ในฤดูหนาว เกาะเจจูค่อนข้างอบอุ่นกว่าโซลและส่วนอื่น ๆ ของเกาหลี อากาศอบอุ่นและเย็นสบาย อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 5 ถึง 7 ° C เท่านั้น ทำให้นักท่องเที่ยวยังสามารถออกไปข้างนอกและเพลิดเพลินกับกิจกรรมกลางแจ้งได้ ในฤดูหนาว เกาะเจจูมีหิมะตก แต่ไม่บ่อยนัก ส่วนใหญ่จะเป็นฝนมากกว่าหิมะ เนื่องจากอุณหภูมิที่อบอุ่น จุดที่มีหิมะมากที่สุดคือ ยอดเขาฮัลลาซาน (Hallasan) คุณสามารถเพลิดเพลินไปกับธรรมชาติที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน นับเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามไปอีกแบบ

5 ที่เที่ยวเกาะเชจู มีอะไรบ้าง

อุทยานแห่งชาติฮัลลาซาน (Hallasan National Park)

อุทยานแห่งชาติฮัลลาซาน hallasan

อุทยานแห่งชาติฮัลลาซาน (Hallasan National Park) อยู่ใจกลางเกาะเจจู เป็นเหมือนสัญลักณ์ของเกาะ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรกดกโลกของยูเนสโก เป็นที่ตั้งของภูเขาไฟที่สงบแล้ว ชื่อว่า “ภูเขาฮัลลาซาน (Mount Hallasan)” ซึ่งมีความสูงถึง 1,950 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นอุทยานแห่งชาติที่ขึ้นชื่อในเรื่องของระบบนิเวศวิทยาที่มีอยู่หลากหลายตามสภาพอากาศ มีพืชกว่า 1,800 ชนิด สัตว์ต่างๆมีมากถึง 4,000 สายพันธุ์เลยทีเดียว

อุทยานแห่งชาติฮัลลาซาน Hallasan National Park

กิจกรรมที่มีชื่อเสียงของที่นี่ก็คือ การปีนยอดเขา เนื่องด้วยภายในอุทยานฯ มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติทั้งหมด 7 เส้นทาง แต่ละเส้นทางก็มีความยากง่าย มีธรรมชาติที่แตกต่างกัน ซึ่งมี 2 เส้นทางที่ขึ้นไปถึงปากปล่องภูเขาไฟได้ คือ Gwaneumsa Trail และ Seongpanak Trail ใช้เวลาเดินประมาณ 7-8 ชั่วโมงจะถึงยอดเขา บริเวณปากปล่องภูเขาฮัลลาซานนั้นมีทะเลสาบที่เรียกว่า “แพงนกดำ (Baengnokdam)” ซึ่งเกิดจากการยุบตัวของยอดสันเขา ซึ่งมีความสวยงามมาก สำหรับใครที่เป็นสายปีนเขา เดินป่าจะต้องหลงรักที่นี่ บอกเลยว่าวิวด้านบนสวยมากกกกกก

ยอดเขาซองซาน อิลชุลบง (Seongsan Ilchulbong)

ยอดเขาซองซาน อิลชุลบง Seongsan Ilchulbong

ยอดเขาซองซาน อิลชุลบง (Seongsan Ilchulbong) ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของเกาะเจจู เป็นภูเขาไฟรูปกรวย สูงประมาณ 180 เมตร มีลักษณะคล้ายกับ ปราสาทโบราณขนาดมหึมา ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกองค์การยูเนสโก เพื่อเป็นมรดกทางธรรมชาติของมนุษยชาติ

ยอดเขาซองซาน อิลชุลบง Seongsan Ilchulbong

ทุ่งดอกคาโนล่า canola field

ยอดเขาซองซาน อิลชุลบง เป็นแลนด์มาร์คยอดนิยมบนเกาะเจจู เพราะเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยที่สุดบนเกาะ ทัศนียภาพที่งดงามเกินบรรยาย และเนื่องจากยอดเขาแห่งนี้สูงเพียง 180 เมตรเท่านั้น จึงง่ายต่อการเดินขึ้นไปชมวิวบนยอดเขา เราจะสามารถเห็นวิวเกาะเจจูได้แบบพาโรนามา ยิ่งถ้าเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิจะสวยงามมาก เพราะที่แห่งนี้จะรายล้อมรอบไปด้วย ทุ่งดอกคาโนล่า (Canola Field) ออกดอกสีเหลืองอ่อน บานเต็มทุ่ง บอกเลยว่าเป็นไฮไลด์ที่ห้ามพลาด

ถ้ำลาวามานจังกุล (Manjanggul Cave)

ถ้ำลาวามานจังกุล Manjanggul Cave

ถ้ำลาวามานจังกุล (Manjanggul Cave) ตั้งอยู่บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือ ของเกาะเจจู ถ้ำแห่งนี้เกิดจากการเย็นตัวของลาวาขณะไหลทะลักออกมาจากภูเขาไฟ มีความยาวถึง 13,422 เมตร ซึ่งเป็นถ้ำลาวาที่ยาวที่สุดในโลก และยังได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO อีกด้วย

ภายในถ้ำมีอุณหภูมิ 11 – 21 องศา เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยที่เกิดจากการก่อตัวของลาวาในรูปร่างสวยแปลกตา ประดับประดาไปด้วยแสงไฟสวยงาม และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์บางชนิด เช่น ค้างคาว ถ้ำลาวาแห่งนี้นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นสถานที่สำหรับนักวิจัย ในการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับถ้ำลาวาอีกด้วย หากมาเที่ยวเกาะเจจูที่โด่งดังเรื่องภูเขาไฟแล้ว แต่ไม่มาดูสิ่งมหัศจรรย์อย่างถ้ำลาวามานจังกุล (Manjanggul Cave) แล้วหล่ะก็ถือว่าพลาดมากๆๆ

น้ำตกชอนเจยอน (Cheonjeyeon Falls)

น้ำตกชอนเจยอน Cheonjeyeon waterfalls

น้ำตกชอนเจยอน (Cheonjiyeon Falls) มีความหมายว่า “บ่อน้ำของจักรพรรดิแห่งสวรรค์” ตามตำนานเล่าว่าที่บ่อน้ำแห่งนี้จะมีนางฟ้า 7 องค์ลงมาอาบน้ำ จึงเชื่อกันว่าน้ำในสระน้ำเป็นน้ำบริสุทธิ์ น้ำตกแห่งนี้เป็นน้ำตกที่ไหลจากหน้าผาหินลงสู่ทะเล ตั้งอยู่ในฝั่งซอกวีโพ (Seogwipo-si) บนเกาะเจจู (Jeju-do) มีขนาดสูง 3 ชั้น โดยชั้นแรกเป็นหน้าผาสูง 22 เมตร มีน้ำเย็นที่ไหลจากถ้ำ ลงมาสู่บ่อชอนเจยอนด้านล่าง ก่อนจะไหลไปสู่น้ำตกชั้นที่ 2 ชั้นที่ 3 และไหลสู่ทะเล บริเวณรอบๆน้ำตก ยังเต็มไปด้วยพืชพันธุ์ต้นไม้หายากหลายชนิด เช่น ต้น Sanyuja, ต้น Gusiljappam, ต้นซลอิพ-นัน (Solipnan) และต้น camellias

น้ำตกชอนเจยอน Cheonjeyeon waterfalls

น้ำตกชอนเจยอน มีสะพานซอนอิมแดกโย หรือ สะพานซอนอิมเกียว (Seonimdaegyo) พาดอยู่เหนือบ่อน้ำ มีการแกะสลักลวดลายเป็นรูปนางไม้ทั้งเจ็ดประดับประดาอย่างสวยงาม เป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างน้ำตกชอนเจยอน กับศูนย์ท่องเที่ยวชุงมุน (Jungmun Tourist Complex)

วัดยักชอนซา (Yakcheonsa Temple)

วัดยักชอนซา Yakcheonsa Temple

วัดยักชอนซา (Yakcheonsa Temple) หรือ วัดน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตั้งอยู่ฝั่งซอกวีโพ (Seogwipo) ในบริเวณที่มีน้ำแร่ไหลออกมาจากพื้นดินตลอดทั้งปี เป็นวัดที่เก่าแก่ของเกาะเจจู สร้างขึ้นตามแบบทางสถาปัตยกรรมของวัดพุทธศาสนา ในสมัยต้นราชวงศ์โชซอน

วัดยักชอนซามีทั้งหมด 3 อาคารหลักคือ Gulbeopdang หรือพระอุโบสถ, ศาลเจ้า Samseonggak และ เจดีย์ Sarira ด้านหน้าของพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางสมาธิสูง 5 เมตร และที่ตั้งศาลาระฆังขนาดใหญ่ ภายในพระอุโบสถที่มีความสูงถึง 30 เมตร เป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธรูปที่มีความงดงามถึง 3 องค์ อันเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าใน 3 ช่วงเวลา คือ อดีต, ปัจจุบัน และอนาคต รอบๆ วัดยังธรรมศาลาที่สร้างขึ้นในถ้ำที่เรียกว่า คุลบอบดัง (Gulbeopdang), เจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ (Sarira Pagoda) และสวนดอกไม้ประดับอยู่โดยรอบทำให้บรรยากาศที่นี่นอกจากจะได้ความสงบแล้ว ยังมีความสวยงามจากดอกไม้อีกด้วย

เกาะเชจู เดินทาง

  • การเดินทางจากโซล

การเดินทางจากโซลไปยังเกาะเจจูมีด้วยกัน 2 วิธีคือ เดินทางโดยเครื่องบิน และเดินทางโดยเรือ แต่วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการนั่งเครื่องบินจากกรุงโซลไปยังเกาะเจจู โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาทีเท่านั้น (เดินทางโดยเรือใช้เวลาประมาณ 5-6 ชม.)

  • การเดินทางในเกาะ

ปัจจุบันเนื่องจากเกาะเจจูยังไม่มีระบบรถไฟเข้าถึง การเดินทางหลักๆ จึงต้องอาศัย รถบัส รถแท็กซี่ รถยนต์ หรือซื้อทัวร์แบบเดย์ทริป ในการเดินทางท่องเที่ยวบนเกาะ รถบัสถือว่าเป็นการเดินทางที่ถูกที่สุดในเกาะเจจู ซึ่งมีอยู่ทั่วเกาะ ทั้งแบบ City Bus, Tourist Shuttle Bus และAirport Limousine Bus สำหรับรถแท็กซี่สามารถเรียกได้จากแอป KakaoTaxi ได้เลย แต่สำหรับใครที่สามารถขับรถได้และมีใบขับขี่สากล การเช่ารถขับจะสะดวกและประหยัดเวลาที่สุด

นอกจากเกาะเจจู (Jeju) แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ยังมีอีกเยอะมากๆ หลากหลายแบบหลาหลายสไตล์ จะมีที่ไหนบ้างสามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ สถานที่ท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ยอดฮิต

บอกให้เพื่อนของคุณทราบ